การประยุกต์การใช้งาน
การส่องสว่างภายในอาคารสำนักงาน
บ้านอยู่อาศัย โรงแรม
โรงพยาบาล โรงเรียน
สามารถประหยัดพลังงานแสงสว่างได้มากเมื่อเทียบกับการส่องสว่างภายในอย่างอื่น
การส่องสว่างภายในอาคารมีความสำคัญสองประการ คือ
การให้แสงสว่างเพื่อใช้งานได้สะดวกสบาย และ การให้แสงเพื่อให้เกิดความสวยงาม
ไม่ว่าจะเป็นการส่องสว่างแบบใดก็ตามก็ต้องคำนึงถึงการประหยัดพลังงานแสงสว่างด้วยสำหรับในยุคปัจจุบันที่พลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นและหายากยิ่ง
เนื้อหาที่กล่าวถึงในบทนี้มีความประสงค์ให้ศึกษาแสงสว่างเพื่อการใช้งานแต่ละสถานที่ว่าประกอบด้วยแสงสว่างเพื่อการใช้งานแต่ละประเภทอย่างไร เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้หรือเลือกใช้เพื่อการประหยัดพลังงานอย่างถูกต้อง เพราะการประหยัดพลังงานแสงสว่างที่ถูกต้อง ต้องไม่ให้เกิดความสูญเสียทางด้านอื่นด้วย เช่น ประหยัดพลังงานแล้วทำให้ธุรกิจสูญเสียรายได้จำนวนมาก หรือประหยัดพลังงานแล้วทำให้เกิดความเสี่ยงสูงในการทำงานที่ทำให้เกิดอันตรายสูง เป็นต้น ดังนั้นเนื้อหาการประยุกต์ใช้งานในบทนี้เปรียบเสมือนการกล่าวถึงการให้แสงสว่างที่มีทั้งการให้ความส่องสว่างมากพอสำหรับการทำงาน การให้แสงสว่างเพื่อความสวยงามด้วย ดังนั้นผู้ที่จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความประหยัดพลังงานก็ต้องพิจารณาเลือกใช้เพื่อให้เข้ากับการงานของตนเอง
การส่องสว่างภายในเพื่อให้ใช้งานได้นั้น หมายถึง ต้องให้ได้ระดับความส่องสว่างอยู่ในเกณฑ์ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องทำให้เพ่งสายตามากเกินไป ส่วนการส่องสว่างให้เกิดความสวยงามนั้นก็ต้องอาศัยความมีศิลป์ในตัวเพื่อพิจารณาในแง่การให้แสงแบบเอฟเฟค (Effect Lighting) หรือการให้แสงแบบส่องเน้น (Accent Lighting)
ระบบการให้แสงสว่างนั้นขึ้นอยู่กับการใช้งานของห้อง ผู้อยู่ในห้อง การมองเห็น และสไตล์การตกแต่ง ระบบการให้แสงสว่างโดยพื้นฐานประกอบด้วย ระบบการให้แสงหลัก (Primary Lighting System) และระบบการให้แสงรอง (Secondary Lighting System)
ระบบการให้แสงหลัก ซึ่งหมายถึงแสงสว่างพื้นฐานที่ต้องใช้เพื่อการใช้งานซึ่งแยกออกได้เป็นระบบต่างๆดังนี้
ก) แสงสว่างทั่วไป (General Lighting) คือ การให้แสงกระจายทั่วไปเท่ากันทั้งบริเวณพื้นที่ใช้งาน ซึ่งใช้กับการให้แสงสว่างไม่มากเกินไป แสงสว่างดังกล่าวไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามมากนัก ดังนั้นการประหยัดพลังงานสามารถทำได้ในแสงสว่างทั่วไปนี้
ข) แสงสว่างเฉพาะที่ (Localized Lighting) คือ การให้แสงสว่างเป็นบางบริเวณเฉพาะที่ทำงานเท่านั้น เพื่อการประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยไม่ต้องให้สม่ำเสมอเหมือนแบบแรก เช่น การให้แสงสว่างจากฝ้าเพดานโดยติดตั้งเฉพาะเหนือโต๊ะหรือบริเวณใช้งานให้ได้ความส่องสว่างตามต้องการ การให้แสงสว่างลักษณะนี้ประหยัดกว่าแบบ ก) ข้างต้น
ค) แสงสว่างเฉพาะที่และทั่วไป (Local Lighting + General Lighting) คือ การให้แสงสว่างทั้งแบบทั่วไปทั้งบริเวณ และเฉพาะที่ที่ทำงาน ซึ่งมักใช้กับงานที่ต้องการความส่องสว่างสูงซึ่งไม่สามารถให้แสงแบบแสงสว่างทั่วไปได้เพราะเปลืองค่าไฟฟ้ามาก เช่น การให้แสงสว่างจากฝ้าเพดานเพื่อส่องบริเวณทั่วไป และที่โต๊ะทำงานติดโคมตั้งโต๊ะส่องเฉพาะต่างหากเพื่อให้ได้ความส่องสว่างสูงมากตามความต้องการของงาน
ระบบการให้แสงสว่างหลัก คือ การออกแบบระบบแสงสว่างให้มี
ความส่องสว่างเพียงพอตามมาตรฐานเพื่อการใช้งานในแต่ละพื้นที่นั้นๆ
ระบบการให้แสงรอง หมายถึงการให้แสงนอกเหนือจากการให้แสงหลักเพื่อให้เกิดความสวยงามเพื่อความสบายตา ซึ่งแยกออกได้ดังนี้
ก) แสงสว่างแบบส่องเน้น (Accent Lighting) เป็นการให้แสงแบบส่องเน้นที่วัตถุใดวัตถุหนึ่งเพื่อให้เกิดความสนใจ โดยทั่วไปแสงประเภทนี้ได้มาจากแสงสปอต
ข) แสงสว่างแบบเอฟเฟค (Effect Lighting) หมายถึงแสงเพื่อสร้างบรรยากาศที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้ส่องเน้นวัตถุเพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่นโคมที่ติดตั้งที่เพดานเพื่อสร้างรูปแบบของแสงที่กำแพง เป็นต้น
ค) แสงสว่างตกแต่ง (Decorative Lighting) เป็นแสงที่ได้จากโคมหรือหลอดที่สวยงามเพื่อสร้างจุดสนใจในการตกแต่งภายใน
ง) แสงสว่างงานสถาปัตย์ (Architectural Lighting) บางทีก็เรียก Structural Lighting ให้แสงสว่างเพื่อให้สัมพันธ์กับงานทางด้านสถาปัตยกรรม เช่น การให้แสงไฟจากหลืบ การให้แสงจากบังตา หรือการให้แสงจากที่ซ่อนหลอด
จ) แสงสว่างตามอารมณ์ (Mood Lighting) แสงสว่างประเภทนี้ไม่ใช่เทคนิคการให้แสงพิเศษแต่อย่างใด แต่อาศัยการใช้สวิตช์หรือตัวหรี่ไฟเพื่อสร้างบรรยากาศของแสงให้ได้ระดับความส่องสว่างตามการใช้งานที่ต้องการ
ระบบการให้แสงสว่างรอง คือ การออกแบบให้มีแสงสว่างให้เกิด
ความสวยงาม หรือเน้นเพื่อให้เกิดความสนใจ สบายตา และอารมณ์
ระบบการให้แสงสว่างหลัก
หมายถึงการให้แสงสว่างให้เพียงพอเพื่อการใช้งาน เช่น
ห้องทำงานต้องให้ความสว่างที่โต๊ะทำงานให้มีความส่องสว่างอย่างน้อยไม่น้อยกว่า 500
ลักซ์ เป็นต้น
เมื่อได้ความส่องสว่างที่โต๊ะทำงานแล้วบริเวณที่เหลือ เช่นการส่องสว่างที่ผ้าม่านเพื่อให้เกิดวงแสงหรือรูปแบบของแสง
หรือการส่องสว่างเน้นที่ต้นไม้ที่ปลูกในกระถางภายในห้องก็เป็นแสงสว่างรอง คือ
เป็นการให้แสงเพื่อความสวยงาม เป็นต้น
การให้แสงสว่างที่ดี ควรมีทั้งระบบการให้แสงสว่างหลักและแสงสว่างรอง
5.1 การส่องสว่างในบ้านอยู่อาศัย
อพาร์ตเมนต์ และ โรงแรม
การส่องสว่างภายในบ้านอยู่อาศัย อพาร์ตเมนต์ และโรงแรม ไม่จำเป็นต้องให้มีแสงสว่างสม่ำเสมอ การให้แสงสว่างต้องระวังในเรื่องของความสวยงามประกอบด้วย เพราะบางครั้งการเน้นในเรื่องของการประหยัดพลังงานอาจทำให้เกิดการสูญเสียในเรื่องของความสวยงามด้วย
การเน้นทางด้านการประหยัดพลังงานมากเกินไป
อาจทำให้เกิดการสูญเสียในเรื่องความสวยงาม
การส่องสว่างภายในบ้านอยู่อาศัย อพาร์ตเมนต์ และโรงแรมควรให้แสงแบบอบอุ่น ดังนั้นส่วนใหญ่จึงใช้แสงสีเหลืองจากหลอดอินแคนเดสเซนต์ ฮาโลเจน หรือหลอดคอมแพคท์แบบวอร์มไวท์ (Warm White) เพราะมีสีเหลืองคล้ายกัน
หลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ ถือว่าเป็นหลอดประหยัดพลังงานแสงสว่างแทนหลอดอินแคนเดสเซนต์ หรือฮาโลเจนได้ แต่อาจต้องระวังคือ หลอดคอมแพคท์ไม่สามารถทำเป็นไฟส่องเน้นได้ดีเหมือนหลอดอินแคนเดสเซนต์ เพราะแหล่งกำเนิดแสงมีขนาดใหญ่
กรณีที่เป็นทางเดินหรือใช้ภายนอกซึ่งต้องมีการเปิดไฟแสงสว่างทิ้งไว้ทั้งคืนก็ควรใช้หลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์หรือฟลูออเรสเซนต์ เพราะอายุการใช้งานนานกว่าหลอดมีไส้ถึง 4-8 เท่า
แสงจากหลอดที่ให้แสงสีเหลืองดูน่าอบอุ่นสำหรับบ้าน และ โรงแรม
ความส่องสว่างโดยทั่วไปที่ใช้ในบ้านอยู่อาศัย อพาร์ตเมนต์ และ โรงแรมใช้ประมาณ 100-200 ลักซ์สำหรับพื้นที่ทั่วๆไป
ความส่องสว่างสำหรับพื้นที่ทั่วไปใช้ 100-200 ลักซ์
ความส่องสว่างพื้นที่ต่างๆในบ้านอยู่อาศัยและพื้นที่ข้างเคียงกำหนดไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการให้แสงสว่างดังแสดงในตารางที่ 5.1 และ ความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างในพื้นที่ทำงาน และ พื้นที่ข้างเคียงได้กำหนดไว้ในตารางที่ 5.2
ตารางที่ 5.1 ความส่องสว่างในพื้นที่ใช้งานต่างๆในบ้านอยู่อาศัย
|
พื้นที่ต่างๆ |
ความส่องสว่างที่พื้นที่(ลักซ์) |
ความส่องสว่างรอบข้าง(ลักซ์) |
|
ทางเข้า |
150/500 |
60/100 |
|
ห้องครัว |
500/750 |
250/350 |
|
ห้องรับประทานอาหาร |
300 |
100 |
|
ห้องนั่งเล่น |
60/300 |
60 |
|
ห้องทำงาน |
300 |
150 |
|
ห้องน้ำ |
500 |
200 |
|
ห้องน้ำแขก |
250 |
100 |
|
ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า |
500 |
200 |
|
ห้องนอนใหญ่ |
300/500 |
100/150 |
|
ห้องนอนเด็ก |
300 |
150 |
|
ทางเดิน |
150 |
50 |
|
บันได |
200 |
60 |
|
ถนนทางเข้าบ้าน |
300 |
100 |
ตารางที่ 5.2 ความสมดุลระหว่างความส่องสว่างของพื้นที่ใช้งานและข้างเคียง
|
รายการ |
ค่าที่ต้องการ |
ค่าต่ำสุด |
|
พื้นที่ติดกับพื้นใช้ทำงาน |
1/3 ของพื้นที่ใช้งาน |
1/5 ของพื้นที่ใช้งาน |
|
พื้นที่รอบข้าง |
1/5 ของพื้นที่ใช้งาน |
1/10 ของพื้นที่ใช้งาน |
เทคนิคการให้แสงสว่างในบ้าน อพาร์ตเมนท์ โรงแรมในพื้นที่ต่างๆเพื่อการประหยัดพลังงานสามารถสรุปได้ดังนี้
ก) การใช้โคมไฟส่องลง
ข) การให้แสงสว่างจากไฟหลืบ
ค) การให้แสงสว่างในห้องน้ำ
ง) การให้แสงสว่างในห้องครัว
จ) การให้แสงในห้องนอน
ฉ) การให้แสงสว่างทางเดิน
ก) การใช้โคมไฟส่องลง สำหรับความสูงฝ้า 2.5 เมตร ถ้าเป็นงานที่ต้องการแสงสีที่ไม่เพี้ยนก็ใช้อินแคนเดสเซนต์ใช้ประมาณ 10 วัตต์/ตารางเมตร/100 ลักซ์ แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องการประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะโคมไฟที่ต้องเปิดทิ้งไว้นาน ใช้โคมไฟส่องลงหลอดคอมแพคท์ใช้ไฟฟ้าประมาณ 3 วัตต์/ตารางเมตร/100 ลักซ์
ถ้าต้องการติดตั้งโคมไฟส่องลงหลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ต้องระวังเรื่องความใหญ่ของโคมด้วย ตัวอย่างเช่นหลอดคอมแพคท์ที่ให้แสงปริมาณเดียวกับหลอดอินแคนเดสเซนต์ 100 วัตต์ GLS คือ หลอด 18 วัตต์ ซึ่งโคมสำหรับหลอดคอมแพคท์ 18 วัตต์ มีขนาดใหญ่กว่าเมื่อใช้หลอดมีไส้มาก ดังนั้นอาจต้องลดขนาดวัตต์ลงมาเพื่อไม่ให้โคมดูใหญ่น่าเกลียดและอาจได้วัตต์ที่เหมาะสมกับขนาดของโคมที่ต้องการคือ 10, 13, 2x7, 2x9 เป็นต้น แต่ทั้งนี้ควรเช็คขนาดของโคมให้แน่ใจเสียก่อน
การเลือกโคมไฟส่องลงที่ใช้หลอดคอมแพคท์ต้องระวัง
เรื่องความใหญ่ของโคมบนฝ้าด้วย อาจทำให้ต้องเลือกวัตต์ต่ำ และใช้หลายโคมแทน
สำหรับการเลือกขนาดวัตต์ของโคมเพื่อการใช้งานอาจใช้หลักการง่ายๆสำหรับพื้นที่ไม่สำคัญ
เช่น ทางเดิน โดยใช้ 3 วัตต์/ตารางเมตร/100ลักซ์ สำหรับความสูงฝ้า 2.5 เมตร เช่น ทางเดินขนาด 2x12 เมตรถ้าเลือกหลอดขนาด 10 วัตต์
และต้องการความส่องสว่างที่ประมาณ 50 ลักซ์ ก็ใช้วัตต์โดยประมาณ 2x12x1.5 = 36 วัตต์ ดังนั้นใช้โคมไฟส่องลงหลอดคอมแพคท์ 10
วัตต์ 4 โคม เป็นต้น
การเลือกโคมไฟส่องลงหลอดคอมแพคท์นั้นมีทั้งชนิดหลอดติดตั้งในแนวนอน และหลอดติดตั้งในแนวตั้ง โคมที่มีหลอดติดตั้งในแนวนอนมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแสงบาดตา แต่มักมีปัญหาเรื่องขนาดของโคมจะใหญ่ แต่ถ้าเป็นโคมที่หลอดติดตั้งในแนวตั้ง ขนาดของโคมไม่ใหญ่มากนัก แต่มักมีปัญหาเรื่องแสงบาดตาที่ต้องพิถีพิถันในการเลือกโคมพอสมควร
โคมที่มีหลอดติดตั้งในแนวนอน มักมีขนาดใหญ่ แต่ไม่มีปัญหาเรื่องแสงบาดตา
โคมที่มีหลอดติดตั้งในแนวตั้งมักมีปัญหาเรื่องแสงบาดตา แต่โคมมีขนาดเล็กลง
ความสูงฝ้าที่ใช้ในการคำนวณที่ผ่านมาอยู่ประมาณ
2.4-2.7 เมตร เท่านั้น
ถ้าใช้ความสูงฝ้ามากกว่านี้ก็ต้องมาคำนวณ หรืออาจใช้ตารางสำเร็จรูปที่กำหนดโดยผู้ผลิต เช่น
ห่างจากโคมระยะเท่าใดได้ความส่องสว่างเท่าใด
ความส่องสว่างเพื่อการใช้งานนั้นเป็นค่าที่กำหนดเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานโดยประมาณเท่านั้น
เช่นต้องการ 100 ลักซ์ตามมาตรฐานแต่ในทางปฏิบัติอาจได้ 80 หรือ 120 ลักซ์ก็ถือว่ายังใช้ได้ ยกเว้นพื้นที่ที่ต้องการความส่องสว่างสูงที่ต้องระวังต้องไม่ให้น้อยเกินไปเพราะความส่องสว่างไม่พอใช้งาน
หรือความส่องสว่างมากเกินไปก็ทำให้เกิดความสิ้นเปลือง
ข) การให้แสงสว่างจากไฟหลืบ เป็นการให้แสงที่ต้องการแสงนิ่มนวล แต่การให้แสงแบบนี้ไม่ประหยัดพลังงานเพราะแสงที่เล็ดลอดออกมาค่อนข้างน้อย หลืบควรมีช่องเปิดที่ไม่เล็กเกินไป ถ้าต้องการประหยัดพลังงานไม่ควรใช้การให้แสงแบบนี้
การให้แสงสว่างจากไฟหลืบไม่ประหยัดพลังงาน
แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรให้ช่องเปิดแสงใหญ่เพื่อไม่เปลืองมากเกินไป

รูปที่ 5.1 การให้แสงสว่างจากหลืบ
ช่องเปิดต้องให้มีขนาดสัมพันธ์กับขนาดเบ้าเพื่อเพดานที่เบ้าสว่างทั้งหมดแทนที่จะเป็นที่ขอบเบ้าเท่านั้น ช่องเปิดโดยทั่วไปควรมีขนาดอย่างน้อย 1/10
ของขนาดเบ้า
ช่องเปิดไฟหลืบควรมีขนาดอย่างน้อย 1/10 ของขนาดเบ้า
เนื่องจากการให้แสงสว่างจากไฟหลืบไม่ได้เน้นการให้แสงที่มีความส่องสว่างสูง แต่ต้องการให้แสงที่นุ่มนวล การคำนวณแสงสว่างจากไฟหลืบเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ทั้งนี้เพราะขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ โดยทั่วไปความส่องสว่างจากไฟหลืบมากที่สุดมีค่าอยู่ประมาณ 100-200 ลักซ์
การหาจำนวนหลอดไฟเพื่อให้มีความส่องสว่างประมาณขนาดนี้สำหรับห้องที่มีความสูง 2.5-3 เมตร สามารถคำนวณได้โดยวิธีวัตต์ต่อตารางเมตรได้ดังนี้
ไฟหลืบฟลูออเรสเซนต์ใช้ 8-12 วัตต์/ตารางเมตร/100 ลักซ์
กรณีที่หลืบมีช่องเปิดไฟกว้างกว่า 1/10 ของขนาดเบ้า ก็ใช้ 8 วัตต์ต่อตารางเมตร ถ้าหลืบมีช่องเปิดแคบกว่า 1/10 ของขนาดเบ้าก็ใช้ 12 วัตต์ต่อตารางเมตร บางครั้งคำนวณแล้วปรากฏว่าต้องใส่หลอดจำนวนมากและเกินกว่าที่จะมใส่ไว้ในช่องหลืบทั้งหมดได้ แสดงว่าหลืบมีจำนวนหลุมน้อยไป อาจต้องปรึกษากับสถาปนิก หรือมัณฑนากรเพื่อร่วมกันแก้ไขเพื่อให้ได้จำนวนหลอดตามที่ต้องการหรือแก้ไขอย่างอื่น การแก้ไขเพื่อให้ใส่จำนวนหลอดได้มากขึ้นโดยการเปลี่ยนเบ้าให้มากขึ้นได้แสดงไว้ในรูปที่ 5.2
การให้แสงสว่างจากไฟหลืบดังกล่าวข้างต้นนี้ เพดานของหลืบต้องมีสีขาวหรือสีอ่อนมาก แสงในหลืบจึงสามารถสะท้อนแสงออกมาให้ความสว่างกับห้องได้ ถ้าเพดานหลืบเป็นสีทึบเช่น สีน้ำเงิน หรือสีโทนมืด แสงสว่างจากไฟหลืบก็ต้องคิดเป็นแสงสว่างเพื่อการตกแต่งเท่านั้น ดังนั้นแสงสว่างสำหรับพื้นที่ในห้องก็ต้องมาจากแหล่งจ่ายแสงอื่นแทนที่จะมาจากหลืบ

รูปที่ 5.2
การแก้ไขจากไฟหลืบหนึ่งเบ้ามาเป็นแบบสองเบ้าเพื่อให้แสงมากขึ้น
การให้แสงสว่างจากหลืบเพื่อส่องสว่างพื้นที่ควรมีเพดานสีขาวหรือสีอ่อน
มิฉะนั้นแล้วแสงจากไฟหลืบที่เพดานเป็นสีทึบก็เป็นเพียงไฟตกแต่งเท่านั้น
ค) การให้แสงสว่างในห้องน้ำ การให้แสงสว่างในห้องน้ำมีทั้งการให้แสงเพื่อการส่องหน้า และเพื่อกิจกรรมอย่างอื่นแต่ส่วนมากใช้แสงสว่างในเวลาสั้น ดังนั้นการพิจารณาโคมไฟฟ้าห้องน้ำไม่คุ้มกับการเปลี่ยนหลอดหรือโคมจากหลอดมีไส้มาเป็นหลอดคอมแพคท์ เป็นต้น การให้แสงในห้องน้ำเพื่อการประหยัดพลังงานต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน ดังนี้
- บริเวณหน้ากระจกส่องหน้าควรมีแสงสว่างที่มากพอเพื่อไว้ใช้แต่งหน้า โกนหนวด เป็นต้น ไฟที่ใช้มีได้ทั้งสองอย่าง คือ
ไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือ หลอดอิน แคนฯหรือจากหลอดคอมแพคท์วอร์มไวท์ ผลที่ได้ออกมาไม่เหมือนกัน
ถ้าบริเวณหน้ากระจกดังกล่าวถ้าใช้สำหรับการแต่งหน้าด้วยควรมีการใช้ไฟแสงสว่างทั้งสองแบบ
เพราะถ้าต้องการ แต่งหน้าเพื่อไปทำงานในเวลากลางวันก็ควรใช้ไฟฟลูออเรสเซนต์แบบคูลไวท์
(Cool White) หรือ เดไลท์ (Daylight) ถ้าต้องการแต่งหน้าเพื่อไปออกงานกลางคืนก็ใช้หลอดอินแคนเดสเซนต์หรือคอมแพคท์วอร์มไวท์เพราะงานที่ไปส่วนใหญ่
เช่น งานเลี้ยงหรือ ในโรงแรมก็มักใช้หลอดอินแคนเดสเซนต์ ตัวอย่างการให้แสงสว่างที่หน้ากระจกเพื่อการแต่งหน้าได้แสดงในรูปที่
5.3
การเปลี่ยนไปใช้หลอดประหยัดพลังงานในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการเปิดไฟใช้นานมาก
เช่นในห้องน้ำอาจไม่คุ้มเหมือนพื้นที่ทั่วไป
มีโคมฟลูออเรสเซนต์พร้อมฝาครอบสีขาวทั้งสองด้านของกระจก และมีโคมไฟส่องลงด้วยหลอดอินแคนเดสเซนต์หรือคอมแพคท์วอร์มไวท์
โคมไฟส่องลงควรใช้แบบแสงกว้างเพื่อไม่ให้เกิดเงาเข้มที่ใบหน้า
มีหลอดอินแคนเดสเซนต์หลอดละ 15-25
วัตต์ข้างกระจกข้างละ 4-6 หลอด
หลอดมีขนาดวัตต์ต่ำเพื่อไม่ให้เกิดแสงบาดตา
และมีโคมฟลูออเรสเซนต์ประเภทคูลไวท์ส่องลงทางด้านบนสำหรับการแต่งหน้าเพื่อไปทำงานกลางวัน

มีโคมไฟกิ่งหลอดอินแคนเดสเซนต์หรือคอมแพคท์วอร์มไวท์ทั้งสองด้านของกระจก และมีโคมฟลูออเรสเซนต์ประเภทคูลไวท์ ส่องด้านบน
รูปที่ 5.3
การส่องสว่างที่หน้ากระจกหลายแบบที่ประกอบด้วยฟลูออเรสเซนต์และอินแคนเดสเซนต์
หรือคอมแพคท์เพื่อให้การแต่งหน้าสะดวกเพื่อใช้ออกงานกลางวันหรือกลางคืน
การใช้หลอดประหยัดพลังงานในบางพื้นที่อาจสูญเสียเรื่องความสวยงาม
ซึ่งผู้ออกแบบต้องตัดสินใจโดยพิจารณาหลายองค์ประกอบ
- บริเวณที่ใช้ฝักบัวเพื่ออาบน้ำก็ควรใช้โคมที่สามารถป้องกันไอน้ำที่ออกมากับฝักบัว ด้วย เช่น โคมแบบมีครอบแก้ว เป็นต้น บริเวณดังกล่าวต้องการความส่องสว่างเท่านั้นโดยไม่ต้องเน้นในเรื่องความถูกต้องสีมาก ดังนั้นอาจใช้โคมที่ใส่หลอดคอมแพคท์เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนหลอดบ่อยๆ ซึ่งอาจใช้ 2x7 2x9 13 หรือ 18 วัตต์
รูปที่ 5.4 ไฟส่องในห้องน้ำ
ง) การให้แสงสว่างในห้องครัว การให้แสงสว่างในห้องครัวควรให้สว่างมากพอเพื่อสามารถหุงหาอาหาร หาของที่อยู่ภายในตู้ต่างๆได้ และมีความส่องสว่างมากพอบริเวณล้างจาน ดังนั้นเพื่อการประหยัดพลังงาน หลอดไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับห้องครัวที่ได้มีการแยกสัดส่วนต่างหากออกไปก็คือ หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ ยกเว้นห้องอุ่นอาหาร หรือ Pantry ที่มีพื้นที่ติดต่อกับพื้นที่ทีมีความสวยงามก็ต้องใช้หลอดสีวอร์มไวท์เป็นหลัก การออกแบบแสงสว่างบางครั้งต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน
ห้องครัวที่ได้มีการแยกพื้นที่เป็นสัดส่วนออกไปควรใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์
หรือคอมแพคท์ เพื่อให้ได้ความส่องสว่างเพื่อการใช้งาน
ห้องอุ่นอาหาร หรือ Pantry ที่ไม่ได้แยกพื้นที่ออกจากพื้นที่ที่มีความสวยงาม
ควรระวังเรื่องแสงระหว่างพื้นที่ด้วย
พิจารณารูปที่ 5.5 (ก) ห้องครัวถูกแยกพื้นที่เป็นสัดส่วน ดังนั้นห้องครัวใช้ฟลูออเรสเซนต์เพื่อให้ความส่องสว่างสูงได้ แต่มีประตูที่เมื่อเปิดออกแล้วอาจมีแสงกวนระหว่างพื้นที่ ดังนั้นแสงสว่างบริเวณพื้นที่ต่อกันต้องให้แสงสว่างออกสีวอร์มไวท์ซึ่งอาจใช้หลอดคอมแพคท์วอร์มไวท์ เพื่อไม่ให้แสงสว่างฟลูออเรสเซนต์จากในห้องครัวออกมากวนในพื้นที่ตกแต่งภายนอก
รูปที่ 5.5 (ข) ห้อง Pantry ติดกับพื้นที่ตกแต่งซึ่งมีเพียงเคาน์เตอร์คั่นไว้ ดังนั้นการให้แสงสว่างในห้อง Pantry ควรกลมกลืนกับพื้นที่ที่ตกแต่งด้วยแสงสว่างแบบเดียวกัน
ความส่องสว่างบริเวณภายในครัวควรอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 300 ลักซ์เป็นอย่างน้อย แสงระดับนี้อาจใช้ฟลูออเรสเซนต์ร่วมกับโคมไฟหลอดคอมแพคท์วอร์มไวท์ เพื่อให้กลมกลืนกับพื้นที่ข้างเคียงในบ้านอยู่อาศัยที่ใช้หลอดไฟสีเหลือง

รูปที่ 5.5 การให้แสงระหว่างพื้นที่ที่ติดกัน
(ก) การให้แสงให้กลมกลืนที่ทางเข้าระหว่างพื้นที่
(ข) การให้แสงทั้งสองพื้นที่ต้องกลมกลืนกัน
นอกจากแสงสว่างทั่วไปในห้องครัวแล้วควรมีโคมไฟส่องโดยตรงที่บริเวณอ่างล้างจานด้วยถ้าไฟแสงสว่างทั่วไปในห้องครัวไม่สว่างพอหรือเกิดการบังแสงเมื่อยืนที่อ่างล้างจาน ไฟที่อยู่ในห้องครัวควรวางในตำแหน่งที่เหมาะเพื่อให้แสงส่องเข้าที่ภายในตู้ลอยด้วย มีหลายครั้งเหมือนกันที่เจ้าบ้านรู้สึกหงุดหงิดที่เวลาเปิดตู้ลอยแล้วมองหาของภายในตู้ได้ลำบากมาก และควรมีไฟแสงสว่างใต้ตู้ลอยด้วยเพื่อส่องสว่างเคาน์เตอร์ เพื่อการหุงหาอาหาร
สรุปแล้วไฟแสงสว่างที่อยู่ภายในห้องครัวควรประกอบด้วยกลุ่มไฟดังนี้
- ไฟแสงสว่างที่เพดานเพื่อการส่องบริเวณในครัว
รวมทั้งส่องสว่างเข้าภายในตู้ลอยด้วย
- ไฟแสงสว่างใต้ตู้ลอยเพื่อการส่องสว่างสำหรับทำกิจกรรมต่างๆใต้ตู้ลอย
- ไฟแสงสว่างเหนืออ่างล้างจาน

ในกรณีที่ความส่องสว่างของไฟกลุ่มใดให้แสงสว่างได้มากพอก็อาจไม่ต้องติดไฟแสงสว่างอีกกลุ่มก็ได้ เช่น ไฟแสงสว่างที่เพดานเพื่อการส่องสว่างในครัว ถ้าให้ความสว่างมากพอที่บริเวณอ่างล้างจานด้วย ก็ไม่ต้องติดไฟแสงสว่างเหนืออ่างล้างจาน เป็นต้น

รูปที่ 5.7
การให้แสงสว่างรูปแบบต่างๆกันในห้องครัว
โคมไฟส่องลงหรือโคมไฟสาดกำแพงในรูปบนควรใช้โคมคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์เพื่อการประหยัดพลังงาน
จ) การให้แสงในห้องนอน ควรให้แสงเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น คือ ตู้เก็บเสื้อผ้าควรมีแสงส่องเข้าไปซึ่งอาจติดไฟข้างในตู้ หรือ ติดไฟฝังด้านนอกสาดตู้ บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างโทรทัศน์ควรมีไฟส่องเพื่อไม่ให้แสงบริเวณรอบโทรทัศน์มืดเกินไป นอกจากนั้นอาจติดตั้งไฟส่องลงที่หน้าประตู หรือตามทางเดินเพื่อสามารถเดินเหินได้สะดวก ไฟในห้องนอนที่ใช้อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ใช้สายตาก็มักใช้แสงจากไฟตั้งโต๊ะ กรณีที่มีการติดตั้งรูปภาพภายในห้องหรือที่หัวเตียงอาจใช้ไฟส่องเพิ่มถ้าต้องการให้แสงเน้น
แสงสว่างภายในห้องนอนใช้ไฟตั้งโต๊ะช่วยได้มากเพราะให้แสงไม่บาดตา นอกจากนั้นยังใช้เป็นโคมไฟให้แสงสว่างทั่วไปทั้งห้องได้ด้วย ดังนั้นถ้าห้องนอนมีโคมไฟตั้งโต๊ะมากพอบางครั้งก็ไม่ต้องติดตั้งโคมไฟที่เพดานเพื่อการส่องทั่วบริเวณ นอกจากนั้นถ้าที่ห้องนอนใช้การให้แสงจากตัวบังตาเพื่อการส่องผ้าม่านก็ใช้เป็นแสงสว่างทั่วไปในห้องนอนได้ด้วย การให้แสงสว่างในแต่ละพื้นที่สามารถทำได้หลายอย่างหรือหลายแบบ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวาดมโนภาพว่าห้องนอนควรให้ความส่องสว่างแบบไหนจึงให้ทั้งความสวยงามและการใช้งานได้ในเวลาเดียวกันตามจินตนาการของมัณฑนากร
ตัวอย่างการให้แสงสว่างในห้องนอนได้แสดงไว้ในรูปที่ 5.8 ซึ่งการให้แสงสว่างในรูปดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้น การให้แสงสว่างในพื้นที่ดังกล่าวอาจมีการให้แสงสว่างได้หลายอย่างซึ่งแล้วแต่ผู้ออกแบบแต่ละราย ถ้าต้องการประหยัดพลังงานก็ใช้หลอดคอมแพคท์แบบวอร์มไวท์แทนหลอดอินแคนเดสเซนต์ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งที่โคมไฟส่องลง และโคมไฟตั้งโต๊ะ

รูปที่ 5.8
ตัวอย่างการให้แสงสว่างในห้องนอน
ฉ. การให้แสงสว่างทางเดิน สำหรับภายในบ้านที่มีความสูงฝ้าโดยเฉลี่ยที่ 2.5 เมตร ก็ให้ติดตั้งโคมไฟส่องลงหลอดคอมแพคท์ 3 วัตต์ต่อตารางเมตรจะให้ความส่องสว่างประมาณ 100 ลักซ์ที่พื้น โดยอาจใช้โคมที่ใช้หลอด 10 หรือ 13 วัตต์หลอดวอร์มไวท์ ส่วนโคมที่ใช้หลอดที่มีวัตต์สูงอาจมีปัญหาเรื่องขนาดโคมซึ่งมักมีขนาดใหญ่มาก
ความส่องสว่างที่ 100 ลักซ์ถือว่าเป็นความส่องสว่างที่พอเหมาะแล้วสำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างอื่น และเนื่องจากตามทางเดินมีหน้าต่างหรือประตู ดังนั้นการใส่โคมไฟส่องลงควรวางที่ตรงกลางหน้าประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้เกิดเงาที่สมมาตรที่หน้าต่างหรือประตู ไม่จำเป็นต้องวางโคมให้มีระยะห่างเท่ากันตลอด และเพื่อให้การส่องสว่างสม่ำเสมอบ้างก็ควรวางโคมไฟส่องลงทุกๆ 2-3 เมตร ถ้าหากระยะระหว่างนี้จะห่างไปอีกบ้างก็คงไม่เป็นไรถ้าจำเป็นต้องวางโคมให้อยู่กลางประตูหรือหน้าต่าง แต่ถ้าประตูหรือหน้าต่างมีจำนวนมากหรือติดกันมากบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องวางให้ตรงหน้าประตูหรือหน้าต่างเพราะจะทำให้อยู่ชิดกันมากเกินไป

รูปที่
5.9
การให้แสงสว่างบริเวณทางเดินให้ตรงกึ่งกลางหน้าต่างและประตูเพื่อให้เกิดเงาที่กึ่งกลางประตูและหน้าต่าง
การให้แสงสว่างทางเดินที่กล่าวมาแล้วนั้นบางครั้งต้องเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน ก็ควรใช้โคมไฟส่องลงหลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์แบบวอร์มไวท์ หลอดขนาดวัตต์ที่ใช้กันมากได้แก่หลอดคอมแพคท์ 9, 10 หรือ 13 วัตต์ ซึ่งขนาดโคมของหลอดดังกล่าวไม่ใหญ่มากเกินไป โดยใช้จำนวนประมาณ 3 วัตต์ต่อตารางเมตรต่อ 100 ลักซ์ เช่นทางเดินกว้าง 2 เมตร ยาว 12 เมตร ถ้าต้องการความส่องสว่างประมาณ 100 ลักซ์ใช้วัตต์ของหลอดคอมแพคท์ประมาณ 2x12x3 = 72 วัตต์ หรือใช้โคมไฟส่องลงหลอดคอมแพคท์ 10 วัตต์ทั้งหมดประมาณ 7-8 โคม เป็นต้น
5.2.
การส่องสว่างสำนักงาน
การส่องสว่างสำนักงานต้องให้ได้แสงสว่างสม่ำเสมอ ยกเว้นกรณีที่เป็นห้องต้อนรับ หรือเป็นบริเวณที่ไม่ได้ใช้ทำงานก็ไม่ต้องให้มีแสงสว่างสม่ำเสมอ การส่องสว่างสำนักงานโดยทั่วไปก็ใช้หลอด ฟลูออเรสเซนต์คูลไวท์ (Cool White) หรือ เดไลท์ (Daylight)
โคมไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้กันมาก ได้แก่ โคมตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียม (Aluminum Reflector) อะลูมิเนียมมีสองแบบ คือ แบบกระจกเงา และ แบบด้าน วัสดุที่ใช้ควรมีประสิทธิภาพการสะท้อนแสงที่ดี เช่นมีสัมประสิทธิการสะท้อนแสงของตัวสะท้อนแสง 95 % เป็นต้น และนอกจากนี้ต้องมีการออกแบบโคมที่ดีด้วย การพิจารณาโคมไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานควรพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของโคมไฟฟ้า h (ปริมาณแสงที่ออกจากโคม/ ปริมาณแสงที่ออกจากหลอด) เป็นเกณฑ์
โคมประหยัดพลังงานควรพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวม (h) ของโคม
รวมทั้งแสงบาดตา และกราฟกระจายแสงของโคมที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่
โคมไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานควรมีคุณสมบัติอย่างไรนั้นพอบอกได้ดังนี้
คือต้องเป็นโคมที่มีประสิทธิภาพสูง และมีแสงบาดตาไม่มากเกินไป
และมีกราฟกระจายแสงที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในแต่ละพื้นที่

รูปที่ 5.10
การให้แสงสว่างบริเวณทางเข้าสำนักงาน
5.2.1 พื้นที่สำนักงานเปิด หมายถึง พื้นที่ขนาดใหญ่ไม่ได้กั้นเป็นห้อง หรือ กั้นคอก การให้แสงในลักษณะนี้ก็วางโคมแบบให้แสงสม่ำเสมอหมดทั้งพื้นที่ดังแสดงในรูปที่ 5.11 การให้แสงพื้นที่เปิดควรระวังไม่ให้ระยะห่างระหว่างโคมมากเกินไป เพราะในทางปฏิบัติพื้นที่สำนักงานเปิดอาจมีการกั้นคอก (Partition) ดังนั้นจึงต้องพิจารณาถึงเงาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการบังแสงจากผนังที่เอามากั้นไว้ถ้าโคมวางห่างเกินไป แต่ถ้าไม่มีการกั้นคอกโคมไฟฟ้าที่มีการกระจายแสงในแนวกว้างก็เหมาะเพราะไม่ต้องใช้จำนวนโคมมากเกินไป
ถ้าสำนักงานเปิดมีเพดานที่สูงเช่น ตั้งแต่ 2.8 ม.เป็นต้นไป การพิจารณาโคมที่ใช้ควรเลือกโคมที่มีแสงไม่กระจายมากเพื่อให้แสงลงมาที่โต๊ะทำงานมากขึ้นดังแสดงในรูปที่ 5.12

รูปที่ 5.11 การให้แสงสว่างสม่ำเสมอในพื้นที่สำนักงานเปิด
ก) ข)
รูปที่ 5.12 กราฟกระจายแสงโคมฟลูออเรสเซนต์เพื่อการใช้งานพื้นที่ต่างกัน
ก)
เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เพดานไม่สูงมาก
ข) เหมาะสำหรับพื้นที่เพดานสูง
สำนักงานเปิดที่มีเพดานสูงควรใช้โคมที่มีแสงกระจายด้านข้างน้อย
ทั้งนี้เพื่อประหยัดพลังงาน และเมื่อมีการกั้นคอกก็ไม่มีปัญหามาก
5.2.2 สำนักงานกั้นคอก หมายถึง สำนักงานที่มีการกั้นคอกสูง (Partition) ซึ่งโดยมากมักจะอยู่ติดกับพื้นที่สำนักงานเปิด การให้แสงที่บริเวณนี้ก็อาจต้องมีการจัดโคมใหม่จากแนวเดิมของพื้นที่สำนักงานเปิด เพื่อให้แสงส่องลงบริเวณที่กั้นคอก และการออกแบบในบริเวณดังกล่าวเมื่อต้องใช้สูตรการคำนวณแบบลูเมนต้องพิจารณาผลของการกั้นคอกสูงด้วย เพราะการกั้นคอกดังกล่าวทำให้ความส่องสว่างลดลงมากเหลือ 70-80% เช่น เมื่อยังไม่มีการกั้นคอกสูง วัดความส่องสว่างที่โต๊ะทำงานได้ 500 ลักซ์ เมื่อมีคอกกั้นสูง ความส่องสว่างที่โต๊ะทำงานอาจเหลือเพียง 500x0.7 = 350 ลักซ์ เป็นต้น
ความส่องสว่างสำหรับสำนักงานกั้นคอกลดลงเหลือ 70-80 % จากที่คำนวณได้
โคมไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับสำนักงานกั้นคอกควรเป็นโคมฟลูออเรสเซนต์ที่มีการกระจายแสงด้านข้างน้อย เพราะถ้าใช้โคมที่มีกราฟกระจายแสงตามในรูปที่ 5.12ก) และตั้งโคมห่างกันมากทำให้พื้นที่กั้นคอกบางพื้นที่ไม่มีโคมอยู่เหนือพื้นที่ แสงในบริเวณนั้นก็มืดมากกว่าพื้นที่อื่นๆ
โคมที่เหมาะสำหรับสำนักงานแบบกั้นคอกควรเป็นโคมที่กราฟกระจายแสงด้านข้างไม่มาก
5.2.3 ห้องสำนักงาน หมายถึง สำนักงานที่กั้นเป็นห้อง เช่น ห้องผู้จัดการ เป็นต้น การให้แสงในสำนักงานที่เป็นห้องนี้ พิจารณาได้เป็น 2 อย่าง คือ ถ้าห้องมีการปรับเปลี่ยนบ่อยก็ควรให้แสงแบบสม่ำเสมอ แต่ถ้าห้องไม่มีการปรับเปลี่ยนก็ควรให้แสงแบบเน้นเป็นที่ เช่น ที่กลางโต๊ะก็ติดตั้งโคมไฟฟลูออเรสเซนต์ให้ได้ประมาณ 500 ลักซ์ เมื่อให้แสงที่โต๊ะทำงานแล้ว บริเวณอื่นก็สามารถให้แสงตามความเหมาะสมได้จากโคมฟลูออเรสเซนต์ แทนที่จะให้ความส่องสว่างสูงมากจากหลอดฟลูออเรสเซนต์อย่างเดียวทำให้ไม่ประหยัดพลังงานแสงสว่าง

รูปที่ 5.13
การให้แสงสว่างในห้องสำนักงานที่กั้นเป็นสัดส่วน
รูปที่ 5.13 แสดงการให้แสงสว่างในสำนักงานที่เป็นห้องส่วน ซึ่งมีที่ควรระวังคือ ความส่องสว่างที่โต๊ะและบริเวณข้างเคียงภายในห้องไม่ควรมีความส่องสว่างต่างกันมากกว่า 3 เท่า เช่น ที่โต๊ะทำงานให้ความส่องสว่าง 500 ลักซ์ บริเวณข้างเคียงควรมีความส่องสว่างไม่น้อยกว่า 500/3 หรือประมาณไม่น้อยกว่า 150 ลักซ์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ตาต้องปรับสภาพมากเมื่อต้องเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงาน
การให้แสงสว่างบนโต๊ะทำงานที่ไม่ต้องการให้แสงสว่างกระจายไปด้านข้างมาก เพื่อไม่ให้รบกวนแสงตกแต่งก็ควรใช้โคมที่มีกราฟกระจายแสงด้านข้างไม่มากนัก พิจารณารูปที่ 5.14 สำหรับพื้นที่สำนักงานที่เป็นห้องส่วนตัวกรณีที่ใช้โคมที่มีการกระจายแสงมากและโคมที่มีการกระจายแสงไม่มาก รูปที่ 5.14ก) ใช้โคมฟลูออเรสเซนต์ที่มีการกระจายแสงด้านข้างมากเช่นในกราฟโคมในรูปที่ 5.12ก) จะให้แสงกระจายกว้างทำให้การตกแต่งด้วยแสงอย่างอื่นทำได้ลำบาก แต่ถ้าใช้กราฟโคมในรูปที่ 5.12ข) ซึ่งมีการกระจายแสงไม่กว้าง ทำให้งานตกแต่งด้วยโคมอย่างอื่นทำได้ง่ายเพื่อให้เกิดความสวยงาม
ก) ข)
รูปที่ 5.14
ความแตกต่างของการใช้โคมที่แสงกระจายด้านข้างมากเทียบกับด้านข้างน้อย
ก) โคมกระจายแสงด้านข้างมาก ข) โคมกระจายแสงด้านข้างน้อย
การให้แสงในห้องสำนักงานควรใช้โคมฟลูออเรสเซนต์ที่มีกราฟกระจายแสงด้านข้างไม่มาก
เพื่อให้งานตกแต่งแสงด้วยโคมอย่างอื่นทำได้ไม่ยากนัก
5.2.4 ห้องประชุม หมายถึง ห้องที่มีการใช้ประชุมซึ่งอาจเป็นของกรรมการบริหาร นอกจากมีการประชุมแล้วอาจมีการฉายสไลด์ หรือ ฉายวีดีโอ ด้วย ตัวอย่างการให้แสงในห้องประชุมได้แสดงไว้ในรูปที่ 5.15 ซึ่งการให้แสงสว่างในห้องดังกล่าวอาจประหยัดพลังงานได้ไม่มาก เพราะจำเป็นต้องใช้การหรี่ไฟจากหลอดอินแคนเดสเซนต์ และสิ่งที่ต้องคำนึงในการออกแบบแสงสว่างห้องประชุมดังกล่าวควรมีรายละเอียดดังนี้
- ควรมีการให้แสงจากกลุ่มไฟอินแคนเดสเซนต์ที่กลางโต๊ะโดยสามารถหรี่ได้ด้วย เพื่อใช้หรี่ไฟเมื่อมีการฉายสไลด์ หรือ วีดีโอ
- แสงไฟที่บริเวณหน้าห้อง หรือ กระดาน ควรมีกลุ่มไฟหลอดอินแคนเดสเซนต์เฉพาะเพื่อใช้กรณีต้องการเน้นเฉพาะที่หน้าห้องเมื่อมีการแสดง หรือ บรรยาย

รูปที่ 5.15
ตัวอย่างการให้แสงสว่างในห้องประชุม
- ไฟกลางห้อง หรือ กลางโต๊ะประชุม ควรเป็นโคมจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ ชนิดคูลไวท์ (เพราะหลอด Cool White เป็นหลอดที่มีแสงเหมาะสำหรับการส่องสว่างที่ 500 ลักซ์ และมีองศาเคลวินไม่มากเกินไป และสามารถกลมกลืนเข้าได้กับหลอดอินแคนเดสเซนต์) โคมที่ใช้อาจใช้โคมแบบมีแผ่นกรองแสงขาวขุ่น หรือ เกล็ดแก้วเพื่อให้สบายตา
- ไฟข้างกำแพงโดยทั่วไปก็ติดตั้งโคมไฟส่องรูปสปอร์ตไลท์ หรือ อาจเป็นโคมไฟสาดกำแพงในกรณีที่ต้องการให้ทั้งกำแพงสว่าง เนื่องจากติดรูปมาก หรือ ต้องการเน้นผืนกำแพงให้สว่างกรณีที่ห้องมีลักษณะยาวและแคบ จึงต้องใช้เทคนิคของแสงเพื่อขยายให้ห้องดูกว้างขึ้น
การออกแบบแสงสว่างในห้องประชุมควรมีหลายรูปแบบ
เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานได้หลายอย่าง ตั้งแต่การประชุม การฉายวีดีโอ การฉายสไลด์
5.2.5 สวิตช์ปิดเปิดไฟในสำนักงาน สวิตช์ปิดเปิดในสำนักงานเพื่อการประหยัดพลังงานควรพิจารณาดังนี้
ถ้าเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้หน้าต่างควรพิจาณาให้มีการปิดเปิดสวิตช์ต่างหากของแนวโคมไฟฟ้าขนานกับหน้าต่าง เพราะถ้ามีแสงสว่างจากภายนอกเข้ามาช่วยก็ไม่ต้องเปิดโคมแสงสว่างในบริเวณนั้น
การปิดเปิดสวิตช์ไฟควรแยกออกสำหรับพื้นที่ต่างๆด้วยถึงแม้จะเป็นสำนักงานเปิดก็ตาม เพื่อแยกสวิตช์ปิดไฟด้วยเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้
การประหยัดพลังงานแสงสว่างด้วยการจัดสวิตช์ปิดเปิดแยกเพื่อการประหยัดพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นและประหยัดได้มากด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการรณรงค์เรื่องการประหยัดไฟฟ้าด้วย มิฉะนั้นการปิดเปิดสวิตช์ไฟเพื่อการประหยัดพลังงานแสงสว่างก็ไม่เกิด
5.2.6
การให้แสงสว่างในห้องที่มีจอคอมพิวเตอร์
สิ่งที่ต้องระวังในเรื่องการให้แสงสว่างในห้องหรือบริเวณที่มีจอคอมพิวเตอร์ ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดแสงสะท้อนขึ้นในจอคอมพิวเตอร์ซึ่งโดยทั่วไปก็คือ ถ้าติดตั้งหรือให้การส่องสว่างที่ไม่ถูกต้องบางครั้งก็มีแสงสะท้อนให้เห็นรูปโคมในจอคอมพิวเตอร์ ทำให้อ่านข้อความในจอได้ลำบาก วิธีการแก้ไขไม่ให้เกิดแสงดังกล่าวสามารถทำได้หลายอย่างดังนี้
- พื้นผิวไม่ว่าพื้น ผนัง เพดาน ควรมีสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงระหว่าง 20-50 %
- มุมแสงบาดตาของโคมที่มากกว่า 60 องศาขึ้นไปต้องมีลูมิแนนซ์ไม่มากกว่า 200 แคนเดลาต่อตารางเมตร
- ในห้องที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ควรให้แสงสว่างทั้งแบบโดยตรงและโดยอ้อม
- โคมไฟแสงสว่างไม่ควรวางเหนือเครื่องคอมพิวเตอร์
- ไม่ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์ใกล้หน้าต่าง
- การติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ควรให้ทิศทางการมองเครื่องขนานกับกำแพง
โคมที่ใช้สำหรับการส่องสว่างในห้องที่มีจอคอมพิวเตอร์หรือจอมอนิเตอร์ควรเป็นโคมที่มีแสงบาดตาน้อย ถ้าเป็นห้องที่พิถีพิถันในเรื่องนี้อาจจำเป็นต้องใช้แสงแบบส่องขึ้น (Uplight) เช่น ศูนย์ควบคุมการบินที่ต้องใช้จอมอนิเตอร์ หรือห้องควบคุมสำคัญ แต่ถ้าเป็นห้องคอมพิวเตอร์ธรรมดาก็อาจเลือกโคมที่มีแสงบาดตาน้อยและยังคงมีประสิทธิภาพการให้แสงสูง เช่น โคมฟลูออเรสเซนต์แบบตัวขวางพาราโบลิกจัตุรัส ซึ่งให้แสงบาดตาน้อยกว่าโคมฟลูออเรสเซนต์แบบตัวขวางชนิดอื่นๆ
5.3
การส่องสว่างโรงเรียน
การส่องสว่างภายในโรงเรียนต่างจากการให้แสงสว่างในสำนักงานตรงที่ว่า การใช้สายตาในโรงเรียนมีทั้งการมองที่โต๊ะเรียนและการมองในแนวระดับเพื่อดูกระดานหรือผู้สอน ดังนั้นการให้แสงสว่างภายในโรงเรียนจึงต้องระวังเรื่องแสงบาดตามากกว่าการให้แสงสว่างในสำนักงาน
โคมไฟที่ใช้ในโรงเรียนโดยทั่วไปเป็นโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงคือ มีตะแกรงเพื่อไม่ให้เกิดแสงบาดตาเมื่อต้องใช้สายตาในแนวระดับมากดังแสดงในรูปที่ 5.16 โคมมีตะแกรงหรือเซลล์ประมาณ 11-14 เซลล์ต่อหลอดเพื่อลดแสงบาดตา และใช้แขวนจากเพดานในกรณีที่เพดานสูงโดยมีแสงออกทางด้านบนของโคมด้วยทั้งนี้เพื่อทำให้เพดานสว่างดูไม่อึดอัด โคมไฟฟลูออเรสเซนต์ควรติดตั้งแนวยาวของโคมตามทิศทางการมอง เพื่อไม่ให้เกิดเงาระหว่างโคมที่โต๊ะเรียน โคมที่ใช้ตัวสะท้อนแสงอาจใช้อะลูมิเนียมที่มีสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงที่ดีเพื่อการประหยัดพลังงาน
โคมไฟฟ้าสำหรับโรงเรียนควรเป็นโคมที่มีแสงบาดตาน้อยตัวสะท้อนแสงของโคม
อาจใช้อะลูมิเนียมที่มี สัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงสูง แต่ทั้งนี้ต้องระวังเรื่องแสงบาดตา
โรงเรียนมีพื้นที่การใช้งานหลายอย่างตั้งแต่ ห้องบรรยาย ห้องปฏิบัติการ ห้องทดลอง ห้องประชุมใหญ่ ห้องสัมมนา อาคารเอนกประสงค์ ห้องสมุด เป็นต้น


รูปที่ 5.16
โคมไฟฟลูออเรสเซนต์ตะแกรง
5.3.1 ห้องบรรยาย ห้องบรรยายควรมีแสงสว่างให้เพียงพอทั่วทั้งห้องเพื่อการใช้สายตาของผู้ที่ฟังการบรรยาย ความส่องสว่างในห้องบรรยายประมาณ 500 ลักซ์ และให้แสงสว่างที่หน้ากระดานมากพอสมควรเพื่อให้การมองเห็นได้ชัดจากผู้ฟัง ความส่องสว่างที่หน้ากระดานประมาณ 700 ลักซ์ และแสงสว่างที่กระดานต้องไม่ให้เกิดแสงบาดตากับผู้ฟังการบรรยาย ดังนั้นการติดตั้งโคมที่ด้านหน้ากระดานต้องพิจารณาแสงสะท้อนจากโคมเข้ากระดานและสะท้อนมาหาผู้ฟัง

รูปที่ 5.17
การให้แสงสว่างในห้องบรรยายที่เน้นการส่องสว่างสม่ำเสมอในห้องและที่หน้ากระดาน
โคมวางในทิศทางการมอง
นอกจากความส่องสว่างดังกล่าวแล้วการปิดเปิดสวิตช์ไฟค่อนข้างสำคัญสำหรับงานให้แสงสว่างในโรงเรียนเพราะการใช้งานในห้องเรียนมีหลายรูปแบบ และมักใช้งานในเวลากลางวัน คือ มีทั้งการบรรยาย การฉายสไลด์ เป็นต้น ดังนั้นควรมีสวิตช์แยกปิดเปิดไฟด้านหน้าห้องเรียนโดยเฉพาะเมื่อต้องการฉายสไลด์ และมีสวิตช์ไฟเพื่อปิดโคมที่อยู่ใกล้หน้าต่างเพื่อประหยัดพลังงานเพราะมีแสงจากภายนอกมาช่วยเมื่อตอนกลางวัน และเปิดสวิตช์เฉพาะบริเวณด้านในที่ไม่อยู่ใกล้หน้าต่างเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า
ห้องบรรยายควรจัดโคมและสวิตช์ดังนี้
- โคมฟลูออเรสเซนต์วางตามทิศทางการมอง
- ความส่องสว่างในห้อง 500 ลักซ์ และที่หน้าเวที 700 ลักซ์
- การจัดสวิตช์ให้ปิดเปิดโคมตามแนวยาวและกลุ่มโคมที่หน้าห้องด้วย
5.3.2 ห้องปฏิบัติการ การให้แสงในห้องปฏิบัติการควรให้แสงสว่างสม่ำเสมอทั้งห้อง ความส่องสว่างในห้องปฏิบัติการประมาณ 500 ลักซ์ สำหรับบริเวณที่ต้องการแสงสว่างมากเพราะชิ้นส่วนมีขนาดเล็กต้องมีการให้แสงเพิ่มมากขึ้น การให้แสงมากขึ้นกว่า 500 ลักซ์ควรเป็นการให้แสงที่มาจากโคมที่ติดตั้งตามโต๊ะปฏิบัติการ ในกรณีที่ต้องการความส่องสว่างมาก เพื่อใช้ในการเรียนการสอนที่ต้องใช้สายตามาก เพื่อการมองเห็นวัตถุขนาดเล็กก็ควรติดตั้งโคมไฟใกล้ๆกับชิ้นงาน เพื่อไม่ให้เกิดความสิ้นเปลืองมากเกินไป นอกจากนี้การวางโคมก็ใช้หลักการเหมือนในห้องเรียน คือวางโคมขนานกับหน้าต่างเพื่อสามารถแบ่งการปิดเปิดสวิตช์ได้เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าเพราะบริเวณที่อยู่ใกล้หน้าต่างอาจไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในเวลากลางวัน ยกเว้นวันที่ฟ้ามืดครึ้มหรือมีการเรียนการสอนในเวลากลางคืน
5.3.3 ห้องประชุมใหญ่ การให้แสงในห้องประชุมใหญ่ของโรงเรียนมีด้วยการหลายวัตถุประสงค์ นอกจากใช้ในการประชุมแล้วก็ยังอาจใช้ห้องประชุมสำหรับการแสดงที่ต้องมีการให้แสงหน้าเวทีด้วย ความส่องสว่างโดยทั่วไปในห้องประชุมประมาณ 200 ลักซ์ ส่วนความส่องสว่างที่หน้าเวทีก็เหมือนกับการให้แสงสว่างเพื่อใช้ในการแสดงทั่วไปที่อาจใช้ความส่องสว่างขนาด 1000 - 2000 ลักซ์ แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังเรื่องแสงบาดตาที่อาจเกิดแก่เด็กด้วย นอกจากนี้ควรมีระบบการหรี่ไฟด้วยเพื่อให้มีระดับการส่องสว่างได้หลายระดับ
ห้องประชุมใหญ่ดังกล่าวถ้าใช้เพื่อการบรรยายและการเรียนด้วย ความส่องสว่างก็ต้องมากถึง 500 ลักซ์โดยใช้โคมฟลูออเรสเซนต์ ส่วนโคมไฟส่องลงหลอดอินแคนเดสเซนต์ก็ควรมีเพื่อการหรี่ไฟด้วยเมื่อต้องการฉายสไลด์หรือวีดีโอ
5.3.4 ห้องสมุด การให้แสงห้องสมุดมีที่ต้องการแสงสว่างเพื่อการมอง อ่าน หรือเขียนประมาณ 3 ที่ คือ ที่หิ้งหนังสือ โต๊ะอ่านหนังสือ และบริเวณตู้ค้นดัชนีหนังสือ ความส่องสว่างในห้องสมุดประมาณ 300 ลักซ์ และตำแหน่งของดวงโคมต้องให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย เช่น หิ้งวางหนังสือต้องวางดวงโคมให้แสงส่องให้เห็นตัวหนังสือที่ชั้นวางหนังสือทุกชั้น ดังนั้นการติดตั้งโคมควรให้อยู่ระหว่างชั้นหนังสือ ส่วนบริเวณโต๊ะอ่านหนังสือก็ต้องติดตั้งโคมให้มีความส่องสว่างมากพอประมาณ 300 ลักซ์
บางครั้งบริเวณห้องสมุดบางพื้นที่อาจมีการติดตั้งคอมพิวเตอร์เป็นบริเวณใหญ่เพื่อการค้นข้อมูลหรือการติดต่ออินเตอร์เนตหรือการค้นหาดัชนีหนังสือผ่านคอมพิวเตอร์ ก็ต้องพิถีพิถันในเรื่องโคมที่เลือกใช้ด้วยเพื่อไม่ให้มีแสงสะท้อนตัวโคมไปปรากฏที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โคมที่จะใช้ในกรณีนี้ก็เหมือนโคมที่ติดตั้งในสำนักงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์กันมาก
กรณีที่มีการพิถีพิถันมากในเรื่องของแสงในห้องสมุดก็ต้องพิจารณาในเรื่องของการกระพริบของแสงเนื่องจากความถี่หรือที่เรียกว่า สโตรโบสโคปิกเอฟเฟค (Stroboscopic Effect) ก็อาจแก้ไขในเรื่องการจ่ายไฟสามเฟสเข้าโคมเดียวที่มีสามหลอดโดยจ่ายหลอดละหนึ่งเฟส แต่แบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก ปัญหาดังกล่าวอาจทำให้ลดลงได้ด้วยการใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งให้ผลทางด้านสโตรโบสโคปิกเอฟเฟคน้อยกว่าการใช้บัลลาสต์แกนเหล็กธรรมดา เพราะบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ให้ความถี่สูงประมาณ 23-30 Khz เข้าหลอดทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่เกิดกับการใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์
5.3.5 อาคารเอนกประสงค์ หมายถึงอาคารที่สามารถใช้งานได้หลายอย่างซึ่งมักมีในเกือบทุกโรงเรียน การใช้งานของอาคารเอนกประสงค์มีตั้งแต่ การจัดงานเลี้ยง การเล่นกีฬา การประชุม ดังนั้นการให้แสงสว่างในอาคารดังกล่าวจึงต้องสามารถรองรับการใช้งานแบบต่างๆได้ ซึ่งอาจต้องประกอบด้วยระบบไฟฟ้าแสงสว่างตัวอย่างดังต่อไปนี้
- แสงสว่างทั่วไปทั้งจากไฟฟ้าธรรมดาหรือไฟฟ้าสำรอง
- แสงสว่างหรี่ได้เพื่อการฉายวีดีโอ สไลด์
- แสงสว่างฉุกเฉิน
- แสงสว่างหน้าเวทีสำหรับการบรรยาย
- แสงสว่างหน้าเวทีสำหรับการจัดงานเลี้ยง
- แสงสว่างสำหรับการเล่นกีฬา
อาคารเอนกประสงค์โดยทั่วไปมีเพดานสูง
ดังนั้นจึงควรใช้โคมที่ใส่หลอดดีสชาร์จประเภทปรอทความดันสูง หรือเมทัลฮาไลด์
เพื่อเป็นการให้แสงทั่วไป
นอกจากนี้ควรมีโคมหลอดฮาโลเจนเพื่อสามารถหรี่แสงได้ตามต้องการเมื่อต้องการใช้งานบางอย่าง
เช่นการฉายวีดีโอ หรือ สไลด์
นอกจากนั้นเมื่อไฟจากการไฟฟ้าดับและมีไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาจ่ายให้ หรือเมื่อไฟจากการไฟฟ้ากลับมา
หลอดฮาโลเจนจะสว่างเพื่อให้มองเห็นก่อนเพราะหลอดดีสชาร์จยังไม่สามารถติดได้
ซึ่งต้องใช้เวลาหลายนาที
นอกจากนี้ควรมีไฟแสงสว่างฉุกเฉินที่จ่ายไฟมาจากแบตเตอรี่เพื่อให้สามารถมองเห็นได้เมื่อไฟฟ้าดับ
เพราะอาคารดังกล่าวมีคนเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นไม่ควรให้มีไฟดับสนิทเป็นเวลานานสำหรับอาคารดังกล่าว
ไฟฟ้าแสงสว่างที่เวทีควรประกอบด้วยโคมไฟฟ้าเพื่อการส่องสว่างที่เวทีเพื่อการบรรยาย สัมมนา และกลุ่มโคมไฟแสงสว่างสำหรับการจัดงานเลี้ยงซึ่งอาจเตรียมในรูปของรางไฟแสงสว่าง (Light Track) การจัดเตรียมไฟแสงสว่างที่เวทีอาจต้องเตรียมไว้หลายวงจรเพื่อสามารถควบคุมการปิดเปิดไฟบางกลุ่มในระหว่างการแสดงด้วย
การส่องสว่างภายในโรงพยาบาล
มีพื้นที่ที่ต้องการให้แสงมากมายหลายแบบ และ
แต่ละพื้นที่ก็มีการให้แสงที่แตกต่างกันออกไป หลอดที่เหมาะที่จะใช้ในงานโรงพยาบาล คือ หลอดที่ 4000
องศาเคลวินเพราะให้สีแดงออกมาด้วย
ซึ่งเหมาะสำหรับการตรวจรักษาทั่วไปยกเว้นโรคดีซ่านซึ่งหลอดที่เหมาะ คือ
หลอดที่มีสีน้ำเงิน คือ หลอดเดไลท์ เนื่องจากการเปลี่ยนสีผิวที่เหลืองเห็นได้ชัดในหลอดประเภทนี้
แต่อย่างไรก็ตามหลอดคูลไวท์ก็เหมาะสำหรับการรักษาส่วนใหญ่อยู่
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าหลอดที่เหมาะที่สุดสำหรับงานโรงพยาบาล คือ หลอดคูลไวท์
หลอดที่เหมาะสำหรับการตรวจรักษาโรคทั่วไปคือ หลอดคูลไวท์
ยกเว้นโรคดีซ่านที่ใช้หลอดเดย์ไลท์เหมาะกว่า
หลอดที่ใช้ในงานโรงพยาบาลควรใช้หลอดที่เหมือนกันทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดการหลอกตาเนื่องจากแสงที่ไม่เหมือนกันของหลอดในแต่ละพื้นที่เพราะอาจทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคผิดได้
ยกเว้นบริเวณที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาหรือไม่เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคก็อาจใช้หลอดชนิดอื่นเพื่อให้เกิดสีสันที่สวยงามได้
หลอดที่ใช้ในโรงพยาบาลควรใช้หลอดเหมือนกันทั้งหมด
เพื่อไม่ให้หลอกตาเนื่องจากแสงที่ไม่เหมือนกันในพื้นที่ข้างเคียงกัน
ผู้คนที่มาโรงพยาบาลส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วย
ดังนั้นการให้แสงสว่างพึงระวังในเรื่องของแสงบาดตา โดยเฉพาะในบริเวณที่ผู้ป่วยมีโอกาสต้องนอนเตียงเพื่อการเคลื่อนย้าย
โคมที่เหมาะสมสำหรับงานโรงพยาบาล คือ โคมประเภทที่มีลูมิแนนซ์ต่ำ เช่น
โคมที่มีแผ่นกรองแสงเกล็ดแก้ว(Prismatic) หรือแผ่นกรองแสงขาวขุ่น(White Diffuser) เป็นต้น
นอกจากนี้คนไข้ที่นอนรถเข็นแล้วต้องถูกเข็นไปในโรงพยาบาลแล้วต้องมองขึ้นไปที่เพดานแล้วถ้าพบกับแสงบาดตา
เช่น จากโคมสะท้อนแสงอะลูมิเนียม ทำให้รู้สึกไม่สบายมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาเรื่องความประหยัดไฟฟ้าด้วยก่อนเลือกโคม
เพราะโคมแบบมีแผ่นกรองแสงใช้จำนวนหลอดมากกว่าโคมที่มีตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียมที่ความส่องสว่างเดียวกัน
ถ้าเป็นบริเวณที่ไม่มีปัญหาเรื่องแสงบาดตาที่เกิดกับคนไข้ก็ควรใช้โคมประหยัดพลังงานซึ่งได้แก่โคมฟลูออเรสเซนต์ตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียม
โคมที่เหมาะสำหรับงานโรงพยาบาลในบริเวณที่มีคนไข้
คือโคมที่มีแผ่นกรองแสงขาวขุ่นหรือเกล็ดแก้ว
แต่มีปัญหาเรื่องไม่ประหยัดพลังงาน
ถ้าเป็นบริเวณที่ไม่มีปัญหาเรื่องแสงบาดตาคนไข้ก็ควรใช้
โคมไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ซึ่งได้แก่โคมไฟฟ้าตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียม
5.4.1 ห้องตรวจคนไข้ ความส่องสว่างที่เหมาะสำหรับห้องตรวจคนไข้ทั่วไป คือ อย่างน้อย 200 ลักซ์ แต่ทั้งนี้ในห้องพิเศษเฉพาะบางห้องถ้าต้องการการตรวจรักษาที่ต้องใช้สายตามากก็อาจมีความส่องสว่างมากกว่านี้ถึง 2000 ลักซ์ โคมไฟฟ้าในห้องตรวจคนไข้ควรเป็นนชนิดที่มีแสงบาดตาน้อย เนื่องจากคนไข้ต้องนอนและมองขึ้นไปที่เพดาน

รูปที่ 5.18 การให้แสงสว่างในห้องตรวจคนไข้ทั่วไป
5.4.2 ห้องผ่าตัด การให้แสงสว่างในห้องผ่าตัดต้องพิถีพิถันพอสมควรเพราะการให้แสงสว่างไม่พอเพียงหรือ การขาดแสงสว่างบางขณะอาจทำให้ไม่ทันการในการผ่าตัด ปัญหาในเรื่องการให้แสงสว่างในห้องผ่าตัด คือ เมื่อหมอซึ่งเงยหน้ามาจากบริเวณผ่าตัดซึ่งมีความส่องสว่างมาก บริเวณห้องไม่ควรมีแสงสว่างน้อย มิฉะนั้นเมื่อผู้ทำการผ่าตัดเงยหน้าขึ้นมาจะเกิดตาพร่า แสงสว่างที่อยู่ในห้องผ่าตัด โดยทั่วไปประกอบด้วย
- แสงสว่างจากโคมไฟผ่าตัด ซึ่งเป็นโคมสำเร็จรูปโดยเฉพาะ เพื่อใช้ในการผ่าตัดอยู่กลางห้องเหนือโต๊ะผ่าตัด แสงสว่างจากโคมไฟผ่าตัดนี้มีกำลังแรงมากอาจถึง 10,000-20,000 ลักซ์ ดังนั้นทำให้แสงรอบข้างอื่นก็ต้องมีความส่องสว่างมากตามด้วยเพื่อไม่ให้เกิดหน้ามืดเนื่องจากความส่องสว่างที่ต่างกันมากสำหรับแพทย์และพยาบาลที่กำลังทำงาน
- โคมไฟเพื่อการส่องสว่างทั่วไปภายในห้องซึ่งควรให้ความสว่างมากพอให้เกิดความส่องสว่างไม่แตกต่างกันมากจากความส่องสว่างที่เกิดจากโคมไฟผ่าตัด ความส่องสว่างทั่วไปในห้องอาจใช้ประมาณ 1000 ลักซ์ และเพื่อการทำงานที่สะดวกด้วย เช่น หยิบเครื่องมือผ่าตัด หรือ อุปกรณ์อื่นที่จำเป็นในช่วงที่มีการผ่าตัด โคมไฟ ดังกล่าวควรจ่ายจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองด้วย

- นอกจากนี้ก็ควรมีไฟฟ้าฉุกเฉิน
สำหรับไฟแสงสว่างที่จ่ายจากแบตเตอรี่เพื่อการให้แสงสว่างทันทีเมื่อไฟจากการไฟฟ้าดับ
เพราะกว่าที่ไฟจากเครื่องกำเนิดสามารถจ่ายไฟได้ก็อาจต้องใช้เวลาเป็นนาที ดังนั้นช่วงดังกล่าวก็ใช้ไฟแสงสว่างจากแบตเตอรี่เป็นตัวช่วย นอกจากนี้ถ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองมีปัญหาไม่สามารถจ่ายไฟได้ก็อาศัยไฟจากแบตเตอรี่ช่วย
ซึ่งนับว่ามีความสำคัญ ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่ต้องช่วยเหลือชีวิตคน
รูปที่ 5.19 ตัวอย่างการส่องสว่างในห้องผ่าตัด
แสงสว่างในห้องผ่าตัดควรสว่างมากเพื่อไม่ให้ต่างมากจากไฟแสงสว่างผ่าตัด
ควรมีไฟฉุกเฉินจากแบตเตอรีในกรณีที่ไฟดับหมดรวมทั้งที่มาจากเครื่องกำเนิดด้วย
เนื่องจากการผ่าตัดมักเกิดกับกรณีที่คนไข้ดมยาสลบแล้ว ดังนั้นไม่ต้องพิถีพิถันในเรื่องแสงบาดตาที่เกิดขึ้นกับคนไข้ และเนื่องจากห้องผ่าตัดต้องมีความส่องสว่างมาก ดังนั้นโคมในห้องนี้ควรเป็นโคมที่มีประสิทธิภาพการให้แสงสูง ซึ่งได้แก่โคมไฟฟ้าตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียม แต่ทั้งนี้ต้องเป็นโคมที่มีคุณภาพโดยให้แสงบาดตาน้อยกับแพทย์และพยาบาลที่กำลังทำงาน
ห้องผ่าตัดใช้โคมตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียมได้เพื่อให้ความส่องสว่างสูง
5.4.3 ห้องพักคนไข้ ไฟแสงสว่างที่ห้องพักคนไข้ควรมีแสงสว่าง 3 อย่าง คือ แสงสว่างทั่วไปในห้อง ไฟแสงสว่างที่หัวเตียงคนไข้ และไฟแสงสว่างเพื่อการตรวจรักษา ตัวอย่างการให้แสงสว่างดังกล่าวได้แสดงในรูปที่ 5.20


ไฟแสงสว่างทั่วไปในห้องไม่จำเป็นต้องสว่างมากเพราะใช้ในการเดินเหินเท่านั้นซึ่งอาจเป็นโคมไฟที่เพดานหรือโคมไฟกิ่งก็ได้ ถ้าเป็นโคมที่เพดานก็อาจรบกวนคนไข้ได้ ดังนั้นโคมที่เหมาะน่าจะเป็นโคมไฟกิ่งและสามารถใช้สำหรับญาติที่มาดูแลด้วย ซึ่งอาจใช้หลอดคอมแพคท์เพื่อการประหยัดพลังงาน และที่หัวเตียงคนไข้ควรมีไฟแสงสว่างเพื่อคนไข้สามารถใช้เพื่อการพักผ่อนหรือใช้สายตาบ้างบางครั้ง ไฟที่หัวเตียงที่ใช้โดยทั่วไปก็เป็นไฟติดที่กำแพงเหนือเตียงคนไข้ซึ่งอาจเปิดหลายจังหวะ คือเปิดเพื่อให้ไฟส่องลง หรือให้ไฟส่องขึ้น หรือ เปิดเพื่อให้ไฟส่องลงและขึ้นพร้อมกัน
นอกจากไฟแสงสว่างทั่วไปและไฟแสงสว่างหัวเตียงคนไข้แล้ว ไฟแสงสว่างสำหรับแพทย์หรือพยาบาลเพื่อการตรวจรักษาก็มีความจำเป็นมากและต้องให้ความส่องสว่างมากด้วย เช่นบางครั้งต้องการฉีดยาเข้าเส้นเลือด เป็นต้น โคมให้แสงสว่างดังกล่าวควรอยู่ที่ฝ้าและควรเป็นชนิดมีฝาครอบปิดเพื่อลดแสงบาดตาอันจะเกิดกับคนไข้และมีสวิตช์แยกแต่ละเตียงเพื่อใช้สำหรับให้หมอหรือพยาบาลตรวจรักษาโดยเฉพาะเมื่อต้องการ
5.4.4 ห้องจ่ายยา ควรมีการส่องสว่างมากพอเพื่ออ่านชื่อยาได้ชัดเจนที่ความส่องสว่างประมาณ 300 ลักซ์ในแนวดิ่ง นอกจากนี้การส่องสว่างส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ก็ควรให้แสงส่องเพื่อให้ความสว่างแก่ยาต่างๆที่อยู่ในชั้นวางของ โคมที่ใช้ควรเป็นโคมที่มีประสิทธิภาพสูง และให้แสงออกด้านข้างมาก เช่นโคมไฟตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียม เป็นต้น แต่ถ้าเป็นเพดานเตี้ยควรใช้โคมหลอดเปลือยเพื่อให้แสงทางด้านข้างเพื่อส่องตู้ยา
โคมในห้องจ่ายยาควรใช้โคมที่ให้แสงด้านข้างมาก เช่น โคมตัวสะท้อนแสงอะลูมิเนียม
หรือใช้โคมหลอดเปลือยกรณีที่เพดานเตี้ยเพื่อให้แสงด้านข้างมาก
การส่องสว่างร้านค้าหรือศูนย์การค้าใช้ไฟแสงสว่างมาก เพราะการส่องสว่างงานประเภทนี้ ต้องการให้แสงสว่างมากเพื่อเชิญชวนให้คนเข้าร้านมาก และ ต้องการให้สว่างเพื่อเด่น เมื่อเทียบกับร้านค้าข้างเคียง การให้แสงสว่างร้านค้าแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ การให้แสงสว่างทั่วไปและการให้แสงสว่างแบบเน้น การให้แสงสว่างทั่วไปอาจใช้โคมฟลูออเรสเซนต์ หรือ โคมอินแคนเดสเซนต์ ส่วนการให้แสงสว่างแบบเน้นมักใช้จากโคมอินแคนเดสเซนต์หรือจากโคมไฟแรงดันต่ำซึ่งใช้ไฟฟ้ามาก กำลังไฟฟ้าที่ใช้ในร้านค้าสำหรับเฉพาะไฟแสงสว่างนี้อาจมีขนาดทั่วไประหว่าง 50-150 วัตต์ต่อตารางเมตรซึ่งขึ้นอยู่กับไฟตกแต่ง ไฟสปอร์ต และอื่นๆ นับว่าใช้ไฟฟ้ามากพอสมควรเมื่อเทียบกับสำนักงานที่อาจมีการใช้ไฟฟ้า สำหรับแสงสว่างเพียง 16 วัตต์ต่อตารางเมตร
การให้แสงสว่างในห้างสรรพสินค้ามีวัตถุประสงค์ด้วยกัน 3 ประการ คือ
ก) การให้แสงสว่างเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในร้าน
ข) การให้แสงสว่างที่ตัวสินค้า
ค) การให้แสงสว่างที่จุดขายเพื่อการเก็บเงินและ รูดการ์ด
5.5.1 การให้แสงสว่างเพื่อดึงดูดลูกค้า
การที่จะดึงดูดลูกค้าเพื่อให้เข้าร้านหรือเข้าไปในพื้นที่ที่ต้องการขายสินค้านั้นต้องใช้ความสว่างเป็นตัวดึงดูดเพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะเข้าไปหาบริเวณที่สว่างกว่า แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเมื่อเข้าไปที่สว่างแล้วจะซื้อสินค้าที่ตั้งไว้เสมอ ในการที่จะดึงดูดลูกค้าเพื่อให้ไปในพื้นที่ดังกล่าวด้วยความสว่างนั้นหมายถึงต้องมองเห็นวัตถุได้แต่ไกลซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง
ก) ขนาดวัตถุ ยิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่มากขึ้นก็สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลและง่ายขึ้น
ข) คอนทราสต์ วัตถุที่ต้องการเน้นควรมีความสว่างมากเมื่อเทียบกับแสงสว่างด้านข้างเพื่อทำให้เกิดคอนทราสต์มาก
ค) ความส่องสว่าง ความส่องสวางยิ่งมากก็ทำให้เห็นวัตถุได้ง่ายในเวลาสั้นซึ่งมีความจำเป็นมากเพราะผู้สนใจส่วนใหญ่เดินผ่านใช้เวลาสั้นมาก
ง) เวลา ยิ่งมีเวลามองหรือพิจารณาวัตถุมากขึ้นก็ทำให้เห็นรายละเอียดของวัตถุมากขึ้น
จ) การเคลื่อนไหว วัตถุที่เคลื่อนที่หรือมีแสงกระพริบทำให้ดึงดูดความสนใจ
การพิจารณาองค์ประกอบข้างต้นพร้อมกันทั้งหมดเป็นเรื่องยาก เช่น สินค้าประเภทรองเท้า มีขนาดเล็กไม่สามารถทำให้มองเห็นได้ง่าย นอกจากนี้การทำให้มีคอนทราสต์สูงก็ทำได้ลำบาก ดังนั้นก็ต้องใช้ความส่องสว่างมากๆช่วยเท่านั้น
5.5.2 สี
แสงที่ทำให้มองเห็นสีของวัตถุได้ชัดเจนไม่ว่าวัตถุจะมีสีใดก็ตามเป็นสิ่งที่ต้องการมาก แสงที่สามารถทำให้สีทุกสีเด่นได้รวมแสงแล้วจะเป็นสีขาว แต่หลอดฟลูออเรสเซนต์สีขาวทั่วไปที่ใช้ทำให้วัตถุบางสีไม่เด่นและเพี้ยนด้วย นอกจากนี้ทำให้วัตถุสีแดงดูหม่นด้วย หลอดที่เหมาะที่จะใช้ในศูนย์การค้าควรเป็นหลอดที่มี CRI สูง การเลือกแสงสีของหลอดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า แต่โดยส่วนใหญ่แล้วใช้หลอดที่ให้แสงสีอบอุ่นดูดีในเวลากลางคืน ส่วนหลอดสีขาวดูหยาบและกระด้าง ยกเว้นบางบริเวณที่ต้องการให้สินค้าดูเย็นและสดก็ควรใช้หลอดที่มีอุณหภูมิสีสูงขึ้น เช่น หลอดคูลไวท์ที่ 4000 องศาเคลวิน หรือบริเวณที่ต้องการให้ดูกระดาษสีขาวแสงก็ต้องทำให้เห็นกระดาษสีขาวด้วย ถ้าเป็นบริเวณที่แสดงเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ไม้ก็ควรให้แสงสีไปทางด้านอบอุ่นเพื่อให้เห็นไม้เด่น ชนิดของหลอดอาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละพื้นที่
หลอดให้แสงทั่วไปที่เหมาะกับศูนย์การค้าควรให้แสงที่ส่องทุกสีเด่น
บริเวณที่ต้องการให้เห็นวัสดุสีขาว เช่น เครื่องเขียนควรใช้หลอดแสงสีขาว
5.5.3 ความส่องสว่าง
ห้างสรรพสินค้าต้องการความส่องสว่างค่อนข้างสูง แสงสว่างโดยทั่วไปก็ใช้จากหลอดฟลูออเรสเซนต์ และบริเวณที่ต้องการเน้นก็ใช้ไฟสปอร์ตติดรางไฟ (Light Track) บริเวณที่ขายสินค้าที่มีราคาแพงส่วนใหญ่ก็ใช้หลอดอินแคนเดสเซนต์เป็นไฟแสงสว่างทั่วไป
สินค้าประเภทเพชรพลอยควรใช้ไฟจากหลอดอินแคนเดสเซนต์ ส่วนสินค้าประเภทเสื้อผ้าควรใช้หลอดที่มี CRI สูงเพื่อให้เสื้อผ้าดูสวยงามซึ่งได้แก่หลอดฟลูออเรสเซนต์
หลอดปรอทความดันสูงและหลอดเมทัลฮาไลด์มีใช้กันมากในซุปเปอร์มาร์เกต และ ห้างสรรพสินค้าเพราะให้ขนาดวัตต์สูงทำให้ไม่ต้องใช้จำนวนโคมมากเหมือนหลอดฟลูออเรสเซนต์ทำให้ฝ้าไม่ต้องเปรอะไปด้วยดวงโคม แต่ทั้งนี้หลอดประเภทนี้ให้แสงที่มี CRI สู้หลอดฟลูออเรสเซนต์ไม่ได้ เหมาะใช้ในพื้นที่ที่ไม่ต้องการความพิถีพิถันมากนักในแง่ของแสงสี
ความส่องสว่างในร้านค้าอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 700-1500 ลักซ์ ถ้าพิจารณาถึงตู้ แสดงสินค้าที่หน้าร้านก็อาจมีความส่องสว่างมากกว่านี้มาก เพราะ ผู้คนมักเดินผ่านร้านค้า ในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น การให้แสงจึงต้องมีความสว่างมากเพื่อให้เตะตา และ ทำให้ สามารถเห็นวัตถุได้ในระยะเวลาสั้น (ความสามารถในการมองเห็นขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ความส่องสว่างและระยะเวลาที่ใช้ในการมองก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอันหนึ่ง เช่น ในการดูกีฬา (เคยสังเกตหรือไม่ว่ากีฬาที่มีความเร็วมาก เช่น เทนนิส ควรมีความส่องสว่างมากเพื่อให้เห็นลูกเทนนิสที่วิ่งด้วยความเร็วมากได้ชัด) ความส่องสว่าง ภายในตู้แสดงอาจมีค่าถึง 3,000-20,000 ลักซ์ บางท่านอาจถามว่าแล้วการให้แสงในลักษณะนี้ไม่รู้สึกบาดตาหรือ ก็คงบอกได้ว่าการให้แสงดังกล่าวไม่บาดตา เพราะการมองวัตถุภายใต้แสงนี้มองโดยใช้เวลาสั้น แต่ถ้ามองเป็นระยะเวลานานจะรู้สึกจ้า
ความส่องสว่างที่แนะนำสำหรับสินค้าที่ใช้ในห้างสรรพสินค้าได้แสดงในตารางที่ 5.3 กำลังไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างที่ใช้ในห้างสรรพสินค้าสำหรับหลอดชนิดต่างๆแสดงในตารางที่ 5.4 ส่วนความส่องสว่างที่ตู้แสดงสินค้าหน้าร้านที่ติดกับถนนก็ขึ้นอยู่กับความส่องสว่างบริเวณรอบนอกด้วย
ตารางที่ 5.3
ความส่องสว่างสำหรับสินค้าในห้างสรรพสินค้าสัมพันธ์กับคุณภาพแสง
|
รายละเอียด |
ลักซ์ |
องศาเคลวิน |
|
อาหารกระป๋อง |
500 |
3000/5000 |
|
เนื้อ |
300 |
3000 |
|
ปลา |
500 |
4000 |
|
ขนม |
500 |
3000/3300 |
|
ผลไม้ |
500 |
3000 |
|
ดอกไม้ |
750 |
4000 |
|
เครื่องเขียน |
500 |
3000 |
|
เฟอร์นิเจอร์ |
500 |
3000 |
|
เครื่องครัว |
500 |
3000/5000 |
|
เครื่องกีฬา |
600 |
3000/4000 |
|
ของเล่น |
500 |
3000/4000 |
|
ยา |
300/500 |
3000/4000 |
|
เครื่องสำอาง |
500 |
3000/4000 |
|
ซุปเปอร์มาร์เก็ต |
500 |
3000 |
|
พรม |
700 |
3000 |
|
เครื่องหนัง |
500 |
3000 |
|
ผ้า |
500 |
3300 |
|
รถยนต์ |
1000 |
4000 |
|
เครื่องตกแต่งบ้าน |
200 |
2600 |
|
พื้นที่ทางเดิน |
50 |
2600/4000 |
|
ที่จอดรถ |
50 |
2600 |
|
สวน |
50/150 |
4000 |
|
บริเวณขนถ่ายสินค้า |
150 |
2600/4000 |
ตารางที่ 5.4 กำลังไฟฟ้าสำหรับความสูงฝ้า 4 เมตร ที่ 500 ลักซ์
|
แสงสว่างเนื่องจากชนิดหลอดต่างๆ |
วัตต์ต่อตารางเมตร |
|
อินแคนเดสเซนต์ - ไฟส่องโดยตรง |
55 |
|
- ไฟส่องโดยทางอ้อม |
110 |
|
ฟลูออเรสเซนต์ - ไฟส่องโดยตรง |
18 |
|
- ไฟส่องโดยทางอ้อม |
36 |
|
เมททัลฮาไลด์ - ไฟส่องโดยตรง |
13 |
|
- ไฟส่องโดยทางอ้อม |
26 |
ตารางที่ 5.5 ความส่องสว่าง(ลักซ์)ที่ตู้แสดงเทียบกับสภาพถนนด้านหน้า
|
ชนิดถนน |
ใจกลางเมือง |
ตัวเมือง |
ต่างจังหวัด |
|
ถนนย่อย |
300/700 |
200/500 |
150/300 |
|
ถนนสำคัญ |
700/1000 |
500/750 |
400/600 |
|
ถนนใหญ่ |
1000/7000 |
750/5000 |
600/1000 |
5.5.4
การส่องสว่างสินค้า
การส่องสว่างสินค้าที่ต้องการแสดงถ้าใช้แสงสว่างสม่ำเสมอทำให้วัตถุที่เห็นไม่น่าสนใจและไม่สามารถจะเผยถึงรายละเอียดหรือเนื้อวัสดุได้ นอกจากนี้แสงสว่างสม่ำเสมอจะเป็นตัวกำจัดการส่งแสงประกายจากวัสดุที่สะท้อนแสงหรือพื้นผิวที่สะท้อนแสงได้ เช่น เครื่องเงิน เครื่องทอง ทำให้สินค้าไม่น่าสนใจ
แสงสว่างที่ได้จากหลอดสปอตส่องลงโดยตรงที่วัสดุทำให้เห็นรายละเอียดและการเปล่งประกายของวัสดุได้ดี นอกจากนี้เป็นการเพิ่มคอนทราสต์และเงาทำให้สินค้าน่าสนใจด้วย
การส่องเน้นสินค้าไม่ควรใช้แสงสว่างสม่ำเสมอ
ตารางที่ 5.6 ความส่องสว่างทั่วไปในห้างสรรพสินค้า
|
รายละเอียด |
ความส่องสว่าง(ลักซ์) ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า |
ความส่องสว่าง(ลักซ์) ร้านค้าในที่อื่นๆ |
|
แสงสว่างทั่วไปในร้านค้า |
500-1000 |
300-500 |
|
ส่องเน้นในร้านค้า |
1500-3000 |
750-1500 |
|
แสงสว่างทั่วไปในตู้กระจก |
1000-2000 |
500-1000 |
|
ส่องเน้นในตู้กระจก |
5000-10000 |
3000-5000 |
5.5.5 หลอดไฟฟ้า
หลอดไฟฟ้ามีด้วยกันหลายแบบดังที่ได้กล่าวมาแต่ต้น หลอดที่เหมาะที่จะใช้ในศูนย์การค้าควรพิจารณาถึงเรื่องแสงสี การใช้งานและอายุการใช้งานด้วย หลอดอินแคนเดสเซนต์ GLS และทังสเตนฮาโลเจนไม่เหมาะที่จะใช้เนื่องจากอายุการใช้งานค่อนข้างสั้นมาก ส่วนหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำเหมาะที่จะใช้สำหรับการส่องสว่างสินค้าให้เด่นในจุดที่ต้องการเน้น ถึงแม้หลอดประเภทนี้จะอยู่ในตระกูลอินแคนเดสเซนต์แต่การพัฒนาของหลอดในปัจจุบันทำให้อายุการใช้งานของหลอดยาวได้ถึง 3000 ชม.
หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีขายทั่วไปในตลาด ได้แก่ หลอดคูลไวท์ วอร์มไวท์ และเดย์ไลท์ อาจไม่เหมาะที่จะใช้เนื่องจากค่า CRI ค่อนข้างต่ำ ควรหาหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสีออกมาครบและมีค่า CRI สูงซึ่งสามารถหาได้แต่ต้องแจ้งผู้ขายหลอดเพราะเป็นหลอดที่ไม่ได้มีขายทั่วไป แต่เนื่องจากหลอดที่มี CRI สูงมีราคาแพงด้วย ดังนั้นการใช้หลอดคูลไวท์ วอร์มไวท์ หรือเดย์ไลท์ก็ยังมีใช้กันทั่วไปในห้างสรรพสินค้า และหาซื้อได้ง่ายด้วย การพัฒนาและการเลือกใช้หลอดในอนาคตถ้าหากพิถีพิถันมากขึ้นและราคาหลอดที่มี CRI สูงถ้าไม่สูงเกินไปก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้น
หลอดดีสชาร์จอย่างอื่นตั้งแต่ หลอดโซเดียมความดันสูงทั่วไปไม่ค่อยมีใช้เนื่องจากค่า CRI ค่อนข้างต่ำยกเว้นหลอดโซเดียมความดันสูงที่ได้รับการพัฒนาให้มี CRI สูง ส่วนหลอดปรอทความดันสูงไม่เหมาะกับร้านค้าขนาดเล็กทั่วไปเพราะมักให้แสงมากและ CRI ค่อนข้างต่ำด้วย ส่วนหลอดเมทัลฮาไลด์มีค่า CRI สูงกว่าหลอดดีสชาร์จอย่างอื่นแต่ไฟแสงสว่างมักมีความเข้มสูงยกเว้นจะใช้หลอดที่มีขนาดวัตต์ต่ำในขนาด 50 70 หรือ 150 วัตต์